ฉบับต้อนรับปี 2554 นี้ ผมขอเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเขียนเรื่องของประเทศที่ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและอวยพรให้ทุกท่านมีความเจริญในทุกด้านตลอดปีกระต่าย ประกอบกับที่คุณสุพรรณี อักษรเนียม เคยส่งอีเมล์ขอให้ผมเขียนเกี่ยวกับยักษ์ใหญ่อเมริกาให้หน่อย จึงขออนุญาตรวมเป็นโอกาสเดียวกันเขียนถึง “พญาอินทรี” หรือ “สหรัฐอเมริกา” เลยนะครับ

     กาลเมื่อครั้งชาวอาณานิคมของอังกฤษได้เดินทางไปถึงดินแดนที่เรียกกันว่า “โลกใหม่ (New World)” หรือแผ่นดินอเมริกาในปัจจุบันตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2150 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถของไทย) พวกเขาได้พกแนวคิดและประเพณีที่ใช้อยู่ในอังกฤษ รวมถึงกฎหมายความยากจน หรือ Poor Law มายังโลกใหม่นี้ด้วย แนวคิดต่างๆ ของอังกฤษจึงได้ถูกนำมาเป็นเบ้าหลอมในการจัดสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษีมาเลี้ยงดูคนจน การแบ่งแยกคนจนออกจากสังคม รวมถึงการปล่อยให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลคนจนตามแต่จะทำ

     นานเข้าสังคมอเมริกาซับซ้อนมากขึ้น การดูแลของท้องถิ่นเอาไม่อยู่ รัฐจึงต้องสร้างสถานสงเคราะห์คนจนขึ้นมาเพื่อจัดการกับปัญหา แต่รัฐเองก็ต้องการมีบทบาทในการบรรเทาความยากจนให้น้อยที่สุดเพื่อลดภาระทางการเงินของภาครัฐ จึงระดมออกมาตรการอันไม่พึงประสงค์ทุกวิถีทาง เพื่อผลักดันไม่ให้คนจนมาพึ่งพารัฐ ทั้งการเสียสิทธิการโหวต การเสียทรัพย์สิน

     และที่หนักหนาหน่อยเห็นจะเป็นการบังคับให้คนที่รับความช่วยเหลือจากรัฐต้องสวมเสื้อที่มีตัวอักษร P ตัวใหญ่ๆ บนหน้าอกซึ่งหมายถึง Poor หรือ “จน” เพื่อบ่งบอกสถานะ

     ...หรือว่านี่จะเป็นแบบอย่างให้บางประเทศในปัจจุบันใช้สีเสื้อมาแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน

     ระบบความมั่นคงทางสังคมของอเมริกาพัฒนามาเรื่อยๆ มุ่งคุ้มครองคนทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้น อย่างไรก็ตาม อเมริกาให้ความสำคัญกับการให้ความคุ้มครองผู้สูงอายุมากเป็นพิเศษเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาค่อนข้างมาก ขาดหลักประกันทางสังคม ทั้งยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนตอนที่ทำงานอยู่

      เหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ช่วงปี พ.ศ. 2472-2482 หรือที่เรียกกันว่า The Great Depression ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบความมั่นคงทางสังคม ช่วงนั้นมีอเมริกันชนเป็นล้านต้องตกงาน เดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย คนสูงอายุต่างรอรับความช่วยเหลือจากรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
 

     หลายแนวคิดถูกหยิบยกมาเสนอเป็นทางออกสำหรับระบบความมั่นคงทางสังคม ทั้งนโยบายของนักการเมืองที่ชื่อว่า Huey Long, Jr. เจ้าของนโยบายประชานิยมชื่อดัง และยังมีแผน Townsend หรือแนวคิดให้ขยายสวัสดิการแบบสงเคราะห์ สารพัดมากมี แต่สุดท้ายก็มาลงเอยด้วยมาตรการ “ประกันสังคม” ซึ่งริเริ่มโดยเยอรมนีและกำลังฮิตในยุโรปขณะนั้น

     ท่านประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt มองว่าประกันสังคมคือทางสายกลางของแนวคิดสวัสดิการและระบบทุนนิยมที่ดีพอจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาแก้ไขปัญหาเจ้า Great Depression นี้ได้เพราะเป็นสวัสดิการของรัฐที่ประชาชนก็มีส่วนร่วมจ่าย

     ระบบความมั่นคงทางสังคมของอเมริกามาเป็นรูปเป็นร่างอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.  2478 (ตรงกับบ้านเราสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย) ด้วยการใช้มาตรการประกันสังคม ตอนนั้นท่านประธานาธิบดี Roosevelt ได้ลงนามในกฎหมายชื่อว่า Social Security Act 1935 ให้ความคุ้มครองหลักๆ ได้แก่ กรณีชราภาพ การว่างงาน และการสงเคราะห์บุตร เป็นต้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์ครบวงจร แต่นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาระบบความมั่นคงทางสังคมในยุคต่อมา

     อย่างไรก็ตาม มีคนกล่าวว่าความจริงแล้วบำนาญแก่ผู้ประสบภัยสงครามกลางเมืองเป็นระบบความมั่นคงทางสังคมระบบแรกของอเมริกาต่างหาก ทำไมหรือครับ เพราะว่าสงครามกลางเมืองของอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2404-2408 ทำให้ทหารของรัฐฝ่ายเหนือและรัฐฝ่ายใต้ต้องตายเป็นจำนวนมาก

     คนที่ตายไม่ใช่ปัญหา เพราะตายแล้วก็จบไป แต่ปัญหาคือคนที่ไม่ได้ตายน่ะสิครับ ไม่ว่าจะเป็นลูกเมียของเหล่าทหารหาญที่ตายจนต้องกลายเป็นแม่ม่ายเป็นลูกกำพร้า หรือตัวทหารที่บาดเจ็บพิการ มีจำนวนหลายแสนคน จึงจำเป็นต้องมีบำนาญสำหรับคนเหล่านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2405 ซึ่งบำนาญนี้เองที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบความมั่นคงทางสังคมสำหรับลูกหลานพญาอินทรีรุ่นต่อไป  

     กลับมาดูเรื่องราวหลังจากมี Social Security Act กันต่อนะครับ สิ่งที่สำคัญของระบบประกันสังคมก็คือการขึ้นทะเบียนเพื่อทำฐานข้อมูล จึงทำให้มีการออกเลขประจำตัวประกันสังคม หรือถ้าเรียกให้ถูกก็คือเลขประจำตัวความมั่นคงทางสังคมขึ้น (Social Security Number: SSN) โดยในช่วงแรกยังไม่มีความพร้อมจึงได้ใช้ที่ทำการไปรษณีย์ท้องถิ่นเป็นที่รับขึ้นทะเบียนและออก SSN ให้ ซึ่งใครก็ตามที่เคยไปอเมริกาคงจะเคยคุ้นเคยเจ้า SSN เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันเป็นตัวเลขที่ทรงอิทธิพลมากแทบจะเป็นเหมือนเลขประจำตัวประชาชนก็ว่าได้

     บ้านเราสวนทางกันเพราะเริ่มจากการสร้างสำนักงานประกันสังคมก่อน แล้วตอนนี้กำลังหาทางขยายบริการไปถึงที่ทำการไปรษณีย์ 

     เรามาดูหน้าตาของระบบความมั่นคงทางสังคมของอเมริกาในปัจจุบันกันหน่อยดีกว่าครับ ระบบนี้ให้ความคุ้มครองหลายเรื่อง แต่เรื่องที่น่าจะถือว่าสำคัญที่สุดก็คือโครงการประกันผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในอุปการะ และผู้พิการ หรือที่เขาเรียกว่า OASDI (Old-Age, Survivors and Disability Insurance Program) โดยในช่วงที่ทำงานผู้ประกันตนจะต้องจ่ายภาษีที่เรียกว่า Social Security Tax และเมื่อผู้ประกันตนรายได้หยุดลงจากเหตุข้างต้นก็จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เป็นรายเดือน

     ถ้าถามว่าใครได้รับความคุ้มครองจาก OASDI บ้าง ก็ต้องตอบว่าแทบทุกคนในแดนพญาอินทรีตั้งแต่ยายมียายมา ตาสีตาสา ไปจนถึงประธานาธิบดี จะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่หลุดรอดไปบ้าง เช่น ข้าราชการพลเรือนของรัฐ หรือลูกจ้างรถไฟเท่านั้น

     เงินสมทบเก็บจากผู้ประกันตนและนายจ้างฝ่ายละ 6.2% เพื่อจ่ายเข้า OASDI และอีก 1.45% สำหรับการประกันการรักษาพยาบาล Medicare (Part A) ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ ต้องจ่าย 12.4% และ 2.9% สำหรับ OASDI และ Medicare ตามลำดับ สังเกตดีๆ จะพบว่าผู้ประกอบอาชีพอิสระนี้จะต้องจ่ายเงินสมทบสำหรับทั้งส่วนของตัวเองและส่วนของนายจ้างด้วย โดยผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับบำนาญเต็มจำนวนหากเกษียณตอนอายุ 66 ปี (จะค่อยๆ เพิ่มเป็น 67 ปีในปี พ.ศ. 2570) แต่ก็อาจจะเกษียณก่อนกำหนดก็ได้ตั้งแต่อายุ 62 ปี แต่บำนาญก็ต้องถูกลดส่วนไป

     ความแตกต่างที่น่าสนใจคือเมืองลุงแซมเขามองว่าเงินสมทบประกันสังคมเป็นภาษีประเภทหนึ่ง ใช้ระบบภาษีในการจัดเก็บเงินสมทบ ส่ว